การปฏิบัติตามกฎหมาย

PDPA กับ GDPR: ความเหมือนที่แตกต่างและการเตรียมความพร้อมสู่มาตรฐานสากล

FORTSECURE GLOBAL· 2026-08-14

เจาะลึกความแตกต่างระหว่าง PDPA ของไทยและ GDPR ของยุโรป พร้อมแนวทางปฏิบัติเพื่อให้องค์กรของท่านสอดคล้องกับกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล

ทำความเข้าใจความเชื่อมโยงระหว่าง PDPA และ GDPR

กฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) ของไทยได้รับอิทธิพลอย่างมากจากกฎหมาย GDPR ของสหภาพยุโรป แม้ว่าจะมีวัตถุประสงค์หลักในการคุ้มครองสิทธิความเป็นส่วนตัวของเจ้าของข้อมูลเหมือนกัน แต่ในรายละเอียดการบังคับใช้มีความแตกต่างกัน โดยเฉพาะในเรื่องของ 'ฐานการประมวลผลข้อมูล' และ 'ขั้นตอนการแจ้งเหตุละเมิดข้อมูล' องค์กรไทยที่ทำธุรกิจกับคู่ค้าในยุโรปจำเป็นต้องปฏิบัติตามทั้งสองมาตรฐานอย่างเคร่งครัด

ความท้าทายในการปฏิบัติตามกฎหมายในยุคปัจจุบัน

ความท้าทายที่สำคัญที่สุดคือการจัดการข้อมูลข้ามพรมแดน (Cross-border Data Transfer) ซึ่งกฎหมายทั้งสองฉบับให้ความสำคัญมาก องค์กรต้องมีการทำ Data Mapping เพื่อระบุว่าข้อมูลส่วนบุคคลถูกจัดเก็บที่ไหน ใครเข้าถึงได้บ้าง และมีการส่งออกไปยังประเทศที่มีมาตรฐานการคุ้มครองข้อมูลเพียงพอหรือไม่ การละเลยในส่วนนี้อาจนำไปสู่โทษปรับที่รุนแรง ทั้งทางแพ่ง อาญา และปกครอง

ข้อเสนอแนะเชิงปฏิบัติเพื่อการปฏิบัติตามกฎหมาย

  1. แต่งตั้ง DPO ที่มีความรู้จริง: เจ้าหน้าที่คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (DPO) ต้องมีความเข้าใจทั้งด้านกฎหมายและเทคนิคความปลอดภัย
  2. Privacy by Design: นำหลักการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลมาใส่ไว้ตั้งแต่ขั้นตอนการออกแบบระบบหรือผลิตภัณฑ์ใหม่
  3. Documentation: จัดทำบันทึกกิจกรรมการประมวลผล (ROPA) ให้เป็นปัจจุบันเสมอ เพื่อใช้เป็นหลักฐานในการตรวจสอบจากหน่วยงานกำกับดูแล
  4. Continuous Monitoring: กฎหมายมีการอัปเดตอยู่เสมอ องค์กรควรติดตามข่าวสารและปรับปรุงนโยบายความเป็นส่วนตัว (Privacy Policy) ให้สอดคล้องกับแนวปฏิบัติล่าสุด

แหล่งอ้างอิง

  1. Thailand PDPA: 2026 guide to consent and compliance
  2. Singapore PDPA Vs. GDPR: How do they stack up?

* Facebook / LinkedIn ไม่อนุญาตให้ใส่ข้อความให้ล่วงหน้า — กดปุ่มจะคัดลอกข้อความให้ก่อน เปิดหน้าแชร์แล้ววาง (paste) ได้เลย พรีวิวการ์ดจะแสดงอัตโนมัติเมื่อวางลิงก์

← กลับไปหน้า Blog